Entry Journal (วัยและวันที่มีคุณค่า)


นายมงคล บาลี รหัส 53254905
การฝึกการเขียน ประจำสัปดาห์
(Entry Journal)
รหัส วิชา
472 516 กลยุทธการพัฒนา หลักสูตรและการนำไปใช้

เรียน อาจารย์ ดร.ประเสริฐ มงคล ที่เคารพ
วัย และวันที่มีคุณค่า ของพลโท นายแพทย์ อำนาจ บาลี

พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี เกษียณอายุก่อนกำหนดเมื่อ กันยายน 2543 ในตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ก่อนหน้านี้นั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหม และผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนที่จะเป็นนายพลเป็นอาจารย์หัวหน้าภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และผู้อำนวยการการกองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาล

พระ มงกุฎเกล้า วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า และได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย เมื่อ พ.ศ. 2547 อันนับเป็น เกียรติยศยิ่งสำหรับ

พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลีและครอบครัวที่ยังได้มีโอกาสทำประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป

พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี เป็นที่รู้จักกันในหมู่แพทย์ พยาบาล และนักเรียนแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎ เกล้ามาช้านาน ในฐานะอาจารย์แพทย์ทางกุมารเวชศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการและที่ปรึกษาหลายองค์กร-มูลนิธิ เป็นเจ้าของบทความทางวิชาการมากมาย เป็นอาจารย์พิเศษ วิทยากรรับเชิญในอีกหลายสถาบันและหน่วยงาน มารู้จักท่านผ่านการลบอกเล่าของคุณหมอโดยตรงกันดังนี้

“ผมเป็นเด็กบ้าน นอก คนอำเภอบ้านหมี่ ลพบุรี บ้านผมอยู่หนองเกวียนหัก ตำบลพุคา เกิดที่นั่น เรียนโรงเรียนประชาบาลที่นั่น พ่อแม่เป็นชาวนาทั้งคู่ พ่อชื่อหลวง แม่ชื่อเสงี่ยม ผมคนโตห้องห้าคน ชายสี่ หญิงสอง ชีวิตเยาว์ก็เหมือนเด็กบ้านนอกทั่ว ๆไป วิ่งเล่นซน โดนแม่ตีบ้าง ช่วยพ่อทำนา เลี้ยงควาย ผมทำเป็นหมด ไนนา คราดนา เกี่ยวข้าว เพราะช่วงปิดเทอมจึงจะวิ่งเล่นได้ แต่ก็ช่วยพ่อทำนา และทำงานบ้านด้วย และทำงานบ้านด้วย ผมเรียนที่นั่นจนจบ ม.6 แล้วมาสอบเข้า เตรียมอุดมฯ ออกจะก้าวหน้าเกินเพื่อนฝูงหน่อย เพราะเรามีอา มีน้า ที่เรียนหนังสือ เรียนจบธรรมศาสตร์แล้วรับราชการได้ดิบได้อี เป็นแรงบันดาลใจ เป็นสิ่งที่เราเห็นว่า ‘มันเกิดขึ้นได้’ และ

น่าชื่นชมมัน มีหนทางที่มองเห็นอยู่ อีกอย่างพ่อแม่ก็สนับสนุนและเป็นต้นแบบด้วย ท่านไม่สอนมากหรอก ท่านบอกว่า…ลูก ถ้าไม่เรียนหนังสือ ก็ไม่ต้องกลัวนะ พ่อมีนาแยะ เราก็รู้สึกท้าทายว่าจะทำนาหรือจะรับราชการ เรียนหนังสือดี นอกจากนี้ท่านก็ทำชีวิตที่ดีให้ดู อย่างพาไปวัดไปวา ซึ่งช่วยน้อมจิตเราไปทางดี เป็นธรรมเนียมไทยๆ เด็ก ๆ ไปวัดกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายายนะ พอมีงานบุญงานอะไรเราก็ชินที่จะไป พ่อนี่ธรรมะธัมโม คล้ายเป็นมัคนายก ท่านเคยบวชเรียนมาก่อน ทำกิจกรรมให้วัด ส่วนแม่ก็ขยันขันแข็ง ช่วยเหลือพี่น้อง ชาวบ้านใครไปใครมาต้องเรียกกินข้าวกินปลา มีนิสัยแบ่งปัน ใครเอาอะไรมาให้ก็ให้ตอบแทน เป็นการสังคมสงเคราะห์ที่เราชิน แม่ผมนี่อ่านหนังสือไม่ออก ยังต้องใช้แปะโป้งแต่คิดเลขเก่ง พ่อมีความรู้เพราะเคยบวชเรียน ชอบอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาก ๆจึงบอกว่า ต้นแบบที่หล่อหลอมและทำให้เห็นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม”

คุณหมอเล่าถึง ชีวิตวัยเยาว์อย่างน่าสนใจว่า “จริง ๆพ่อแม่นี่ทันสมัยมากนะ ตอนผมจบ ป.4 จากโรงเรียนวัด ผดุงธรรม พ่อแม่ให้ไปกวดวิชาแล้ว คือฝากครุสอนเพื่อให้เด็กที่จะสอบเข้ไปเรียนประจำอำเภอบ้านหมี่ ชื่อโรงเรียนบ้านหมี่ปานขาว ขณะนั้น ปัจจุบันคือโรงเรียนบ้านหมี่วิทยาห่างจากบ้านถึง 11 กิโลเมตร ผมเดินลุยน้ำเลาะทาง

รถไฟ ไป หรือบางทีนั่งเรือไปถึงสถานีรถไฟหนองเต่า หรือเดินลัดทุ่งไปอีก 2 กิโลเมตรก็ได้ คือไม่ใช่การเดินทางทอดเดียว แล้วไปอยู่กับน้าสาวลูกของน้องชายตาที่บ้านหมี่ พ่อแม่อยากส่งเสริมลูกให้เรียนหนังสือ เพราะท่านคงเห็นอา นายอำเภอพินิจ บาลี น้าชาย รองผู้ว่าฯ ดิลก สุทธิกลม ยังเรียนได้และได้ดี ท่านคงเห็นว่าลูกน่าจะมีโอกาสถ้าได้เรียนหนังสือ ท่านคงไม่อยากจะให้อยู่ในท้องนาเหมือนท่าน ซึ่งผมก็สอบก็สอบเข้าโรงเรียนบ้านหมี่ปานขาวโรงเรียนประจำอำเภอได้ด้วย เราก็เรียนกลาง ๆแต่พอจบ ม.6 ชั้นมัธยม ศึกษาตอนต้นนี่ได้ที่ 1 ได้ 83 เปอร์เซ็นต์ สมัยนั้นยังเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วก็มาสอบเข้าเตรียมอุดมฯซึ่งน้าชายก็ให้ไปกวดวิชาที่โรงเรียนสตรีทัด สิงหเสนี ยศเส

จริง ๆเราก็เป็นเด็บ้านนอก ตอนเรียนกวดวิชาก็ยังงงๆ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง นั่งข้างหลังตลอด อาศัยจำเอา ก็เข้าเตรียมอุดมฯได้เรียนวิชาเลือกภาษาฝรั่งเศส แต่มาสอบเข้าวิทยาศาสตร์ จุฬาฯได้ จริง ๆ ไปสมัครวิศวฯ ชลประทาน และตำรวจด้วย สะเปะสะปะมาก กะว่าไม่ได้อะไรก็จะเรียนนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ สมัยนั้นธรรมศาสตร์ยังเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ผมก็คิดอะไรก็ได้ ตอนเรียนวิทยาศาสตร์ไปอยู่บ้านลุง แล้วต่อมาสอบเข้าแพทย์ จุฬาฯได้ ก็กลับมาเป็นเด็กวัดไตรมิตรฯเหมือนเมื่อตอนเรียน ม.ปลาย จริง ๆ นี่ตอนเด็ก ๆ ผมเคยเป็นเด็กวัดมาแล้ว ตอนอยู่ ป.4 เป็น 2 ปีตั้งแต่สมัย หลวงปู่บุดดา ที่บ้านเกิดผม”

คุณหมอให้คุณ ค่าต่อการเป็นเด็กวัด ให้ได้มีชีวิตที่ดีกว่า “การเป็นเด็กวัดนี่ก็ดี ทำให้เราได้รับใช้เกื้อกูลพุทธศาสนา แล้วที่วัดไตรมิตรฯก็มีสหบาลเด็กวัดด้วยนะ สมัยนั้น เป็นการฝึกให้เรามีวินัย มีระเบียบ แบ่งหน้าที่กันไป เช่น ล้างชาม เวลามีงานนี่ล้างเป็นเข่งๆ เลย กวาดท่อ กวาดถูกุฏิ ฯลฯผมก็อยู่วัดมา ตอนเช้าก็ไปบิณฑบาตกับพระ ได้อาหารมา ถ้าไม่พอก็หุง ทำปลาร้า ทำน้ำพริก ถวายพระบ้าง รับใช้ ท่านหลวงพี่พระมหาณรงค์กลฺยาณปาลี(ปัจจุบันเป็น พระนิกรมมุนี)ท่านและท่าน หลวงพ่อเจ้าอาวาส พระวิสุทธาธิบดี(ไสว ฐิตวณโณ)ซึ่งตอนนี้หลวง พ่อท่านสิ้นไปนานแล้ว ถือว่าท่านได้สร้างพวกเราสมัยนั้น สร้างคน ผมอยู่กับเสียงสวดมนต์ เสียงสวดกงเต็กงานศพคนจีนก็มี เราก็อ่านหนังสือ บางทีก็อยากตะโกนว่า โอ้ย…หยุดที แต่ก็คิดได้ว่า เขาทำหน้าที่ของเขาไป เราก็เรียนของเราไป ต่างคนต่างก็ทำหน้าที่ ก็สนุกดีเหมือนกันเมื่อมองย้อนหลังไป พอปี 3 ผมย้าย ผมก็มาอยู่หอพัก ที่สุดก็จบแพทย์ ผมเองก็ไม่ได้เรียนเก่งอะไร แต่ขยัน เพราะเราพื้นฐานไม่แน่นแล้วมีนิสัยไปชอบทางด้านโคลง กลอน เพราะครูสมัยเรียนมัธยมฯ ท่านปูพื้นให้ดี ตอนเรียนวิทยาศาสตร์ที่จุฬาฯ 2 ปีเกือบเอาตัว ไม่รอด เพราะฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ เรียนไม่รู้เรื่อง ไม่ทราบว่าผ่านมาได้อย่างไรและก็สอบเข้าแพทย์จุฬาได้ สมัยก่อนเรียนวิทยาศาสตร์ 2 ปี แล้วสอบข้ามฟากไปศิริราชหรือจุฬาฯเรียนอีก 4 ปี จบแล้วเป็นแพทย์ฝึกหัด 1 ปี รวมแล้วกว่าจะเป็นแพทย์สมบูรณ์ใช้เวลา 7 ปีทีเดียว”

การที่เด็กวัด ได้ดี ก็มีปรากฎอยู่ในสังคมไทย มานาน และมีตัวอย่างให้เห็นหลายท่าน สำหรับเด็กวัดรายนี้ท่านมีหลักให้ชีวิตได้ดีว่า “ปรัชญาผมคือ ซื่อสัตย์ อดทน นะครับเป็นแบบอย่างที่ดี แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละคนด้วยว่าจะคิดได้แค่ไหน ว่าตัวเรามุ่งอะไร เป็นคนดี คนเก่งใช่ไหม แล้วทำดีต่อสังคมไหม ถ้าเรามีตรงนั้น เราก็เห็นแบบอย่าง ยิ่งสมัยนี้มีตัวอย่างผ่านสื่อ หนังสือหนังหาต่าง ๆไ น่าจะดีได้ง่าย คือเอามาปรับปรุง เลียนแบบ พัฒนาได้สบายๆ สมัยก่อนเราต้องค้นคว้า ต้องหากว่าจะได้องค์ความรู้ตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ายุคไหน เราก็เลือกว่าจะเอาแบบไหน ใช้วิจารณญาณ เพื่อจะได้ไปสู่เป้าหมายชีวิตของเราได้ ยากหน่อย มันต้องใช้องค์ความรู้และสติปัญญา ระดับหนึ่ง ยากสำหรับเด็กยุคนี้ที่มีสิ่งแวดล้อมหลากหลายที่เราไม่สามารถที่จะมองเห็น หรือใช้ปัญญาที่ ให้เกิดได้คงต้องมีผู้ชี้แนะด้วย ถ้าชี้นำตนเองไม่ได้ พยายามแสวงหาความรู้ แล้วเอามาใช้หาแบบอย่างไห้ได้ บางทีซ่อนรูปอยู่ อย่าดูผิวเผิน มันต้องอ่าน ต้องใฝ่เรียน ใฝ่ดีหลาย ๆ ด้าน แล้วใช้ปัญญาวิเคราะห์ ผมว่าตรงนี้บางทีเราน่าจะนึกถึงสมเด็จย่าที่ท่านกล่าวถึง ‘คนดีของฉัน’ว่าคืออะไร ก็เป็นแนวทางอย่างหนึ่ง เสร็จแล้วมองไปหาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาช่วยด้วย ก็จะเป็นสิ่งช่วยชี้นำเราได้ดีที่สุด”

จากหนังสือสกุลไทยรายสัปดาห์ ฉบับที่ 2846 (หน้า39-40)

จากบทสัมภาษณ์ นี้เป็นการสัมภาษณ์พิเศษพี่ชายของกระผมเองครับ ยังมีอีกนะครับ จะเห็นได้ว่าการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ต้องใช้ความพยายาม อดทน สู้ชีวิต จากลูกชาวนาธรรมดา สามารถไต่ต้าวไปสู่ตำแหน่งยศนายพลโทได้ ซึ่งเป็นคนแรกและคนเดียวของหมู่บ้านหนองเกวียนหัก เป็นหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ ของอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และได้เห็นความเป็นอยู่ของลูกชาวนา ดำเนินชีวิต แนวทางในการเรียนหนังสือ และได้มองเห็นภาพชีวิตของเด็กวัด ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างจากปัจจุบัน และในสัปดาห์หน้าจะได้เห็นภาพชีวิตของ พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลี หลังการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ครับ

นายมงคล บาลี

รหัส 53254905

การฝึกการเขียน ประจำสัปดาห์(Entry Journal)

รหัส วิชา 472 516 กลยุทธการพัฒนา หลักสูตรและการนำไปใช้

…………………………………….

เรียน อาจารย์ ดร.ประเสริฐ มงคล ที่เคารพ

วัย และวันที่มีคุณค่า ของพลโท นายแพทย์ อำนาจ บาลี

ชีวิตการงานของ พลโท นายแพทย์อำนาจ บาลีเริ่มเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้วไปฝึกอบรมต่อที่ที่ สหรัฐอเมริกา เป็น intern ที่ Bridgeport ทำหน้าที่เป็น Resident กุมาร 2 ปี ที่Jefferson Medical College Hospital ที่ Philadelphia รัฐเพนซิลเว เนีย เป็น Fellowด้านทารกแรก เกิดที่ Washington Hospital Center Washington D.C.ทำหน้าที่สอนนักเรียนแพทย์ที่ Howord University Hospital ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ช่วงอยู่สหรัฐ อเมริกาได้พบรักกับแพทย์รุ่นน้องจากศิริราช และแต่งงานกัน คือ แพทย์หญิง หม่อมหลวงกนกลดา ลดาวัลย์ ทั้งสองมีบุตรสาวคนเดียวคือ  ช่อ ลดา

เมื่อกลับมา เมืองไทยปี 2519 ท่านเข้ารับ ราชการที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า กระทั่งเกษียณก่อนเวลารับพระราชทานยศตั้งแต่ร้อยเอก ถึงพลโท

ส่วนงานปัจุบัน ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์สภากาชาดไทย นั้น เป็นหนึ่งในสี่งานหลักของสภากาชาดไทย คือ การแพทย์สาธารณสุข การบรรเทาทุกข์ งานบริการโลหิต และงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต โดยสภากาชาดไทยเป็นองค์กรการกุศลที่ผังรากมายาวนานกว่าร้อยสิบปี และเป็นงานระดับสากล มีเครือข่ายทั่วโลก ส่วนงานบรรเทาทุกข์ฯนั้น ยังมีงานด้านประชานามัยพิทักษ์ รวมอยู่ด้วยซึ่งคุณหมอเล่าว่า

“เป็นองค์กร เสริมงานรัฐ มีภัยที่ไหนเราไปที่นั่น ไปบรรเทาทุกข์ เช่นภัยน้ำท่วม ไฟไหม้ โคลนดินถล่ม วาตภัย ฯลฯแล้วในงานบรรเทาทุกข์นี่มันมีงานที่ซ้อนกันอยู่ คืองาน เตรียมรับภัยพิบัติด้วย ไม่ใช่รอเขาได้ทุกข์แล้วเราถึงไปบรรเทาเราต้องเข้าไปเตรียมชุมนุม คือต้องไปกระตุ้น วิเคราะห์ อบรม ดูว่าชุมชนมีภัยอะไร แล้งซ้ำซาก น้ำท่วมซ้ำซาก หรือไฟไหม้ซ้ำซาก ชุมชนควรจะเตรียมพร้อมอย่างไร ใครจะวิ่งซ้ายวิ่งขวา มีแผนเฉพาะกิจรองรับอย่างไร

ชุมชนต้องพร้อม ต้องมีผู้นำที่จะเตรียมรับสถานการณ์ จะได้ลดการสูญเสีย ทรัพย์สมบัติ ทรัพยากร จะได้เผชิญได้อย่างถูกต้อง ตั้งตัวได้ถูกต้อง คือเวลาชุมชนเกิดอะไรคนก็อยากจะช่วยนะ แต่ถ้าไม่มีเทคนิค ไม่ได้ฝึก ก็แย่ อาจเกิดการสูญเสียมากอย่างน่าเสียดาย เช่น หนุ่ม ๆกรูกันเข้าไปช่วยน้ำท่วม คิดว่าตัวเองแข็งแรง ลุยไปน้ำก็พัดไปต่อหน้าต่อตา เราก็เริ่มทำเรื่องเช่นนี้กับADPC หรือศูนย์ เตรียมพร้อมรับภัยพิบัติแห่งเอเยประมาณปี 2546 ที่ทำเป็นแบบ เป็นเรื่องเป็นราวเลยแต่จริง ๆแล้วองค์ความรู้มีมานานแล้ว เราก็ทำที่จังหวัดอุบลฯก่อน ที่ชุมชนท่ากอไผ่ อำเภอวารินชำราบ ที่น้ำท่วมซ้ำซาก แล้วก็ทำที่ที่จันทบุรี เพชรบูรณ์ ตอนนี้เราทำเยอะที่ภาคใต้ เพราะเคยประสบภัยสึนามิ

ด้วยโดยเฉพาะ 6 จังหวัดฝั่งทะเล อันดามัน และกาชาดต่างประเทศก็เข้ามาช่วยด้วย ซึ่งตอนนี้ก็ได้ผลพวงในองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน ส่วนงานบรรเทาทุกข์นี่เราจะเห็นได้ว่า เวลามีภัยพิบัติหรือสาธารณภัยทุกคนก็มีทุกข์หมด แต่เราไปช่วยบรรเทาน่ะ ให้ขึ้นมาระดับหนึ่ง และเขาสมารถก้าวต่อไปได้และมีหน่วยงานหรือองค์กรใดที่เป็นองค์กร

หลักมาช่วย เสริมเติมเต็ม ราก็ออกมาได้ งานภัยพิบัติเป็นงานครบวงจร ตั้งแต่เตรียมความพร้อม เผชิญภัยแล้วฟื้นฟูบูรณะ การเผชิญก็คือ ให้ปัจจัย 4 อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย แนวทางการทำมาหากิน อุปกรณ์จำเป็นบางอย่าง แจกข้าว แจกของให้น้ำให้ท่า มีแพทย์ พยาบาลไปช่วย จนกระทั่งเขาอยู่ได้ แล้วฟื้นฟู-บูรณะ ก็คือฝึกอาชีพ จนกระทั่งเขาอยู่รอดซึ่งเราก็มีส่วนเข้าไปเสริม”

ไม่ว่าจะเป็น งานบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติ งานส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยรูปแบบกิจกรรมต่าง ๆ อย่างไร ล้วนเป็นคุณประโยชน์ต่อสังคมอย่างกว้างขวาง และมีการพัฒนากิจกรรมอย่างต่อเนื่อง สนองนโยบายสภากาชาดไทย และสอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยผู้อำนวยการสำนักงานบรรเทาทุกข์ฯแจ้งว่า ประชาชนและสังคมสามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน

“ทุกคนช่วยได้ ครับ อย่างน้อยเรารู้ความต้องการของเขา และเราจะมาให้ความร่วมมือให้อยู่ต่อเนื่องและยั่งยืนได้อย่างไร อันนี้เป็นโจทย์ของชุมชน ต้องรู้ตัวเองด้วยว่าอะไรเป็นความต้องการแล้วจะร่วมกับองค์กรสาธารณกุศล เช่น กาชาด หรือองค์กรอื่นให้ตัวเองอยู่รอด และยั่งยืนได้แค่ไหนแล้วต้องมีการประเมินตนเองด้วย เสร็จแล้วเรามาช่วยกันคิดช่วยกันทำ โดยใช้ตนเองเป็นฐาน ตรงนี้เป็นการประเมินซึ่งเป็นเรื่องที่ชุมชนจะต้องเข้าใจเพื่อดำเนินการผลัก ดันไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ ส่วนการร่วมมือช่วยเหลือทั่ว ๆไปในภาคประชาชนนั้นเราก็มีสำนักงานจัดหารายได้หรือว่าสำนักงานบรรเทาทุกข์ นเองก็พร้อมที่จะรับบริจาค เป็นเงิน เป็นสิ่งของ ก็ยินดีรับทั้งนั้น ข้าวสาร อาหารแห้ง เสื้อผ้ายารักษาโรค น้ำดื่ม อะไรก็แล้วแต่ไปสู่ประชาชน ถ้าเป็นเสื้อผ้า ถ้าจะกรุณา ขอเป็นเสื้อผ้าใหม่ ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง แต่ก็ไม่ปฏิเสธเสื้อผ้าเก่าก็ยินดีรับเช่นกัน เวลามีภัยเราก็ช่วยกันไป หรือถ้ามีข้าวของแยะ จะให้เราไปรับถึงที่เลยก็ได้ เบอร์โทรศัพท์ติดต่อได้ 0-2251-7853-6ในต่างจังหวัด เราก็มีสถานีกาชาดเหล่ากาชาดจังหวัด หรือกิ่งกาชาดอำเภอก็ติดต่อเข้ามาได้ทั้งนั้นครับ นอกจากการบริจาคแล้ว ประชาชนยังสามารถช่วยเหลือแรงงานก็ได้ แต่อันนี้ต้องผ่านการฝึกอบรมอาสาสมัครกาชาดก่อน เขามีระบบรองรับตรงนี้ สำนักงานของเราก็ต้องเข้าระบบตรงนี้เช่นกัน หรือถ้าหน่วยงานใด แจ้งความจำนงมา เรามาทำงานร่วมกันก็ได้ เช่น เราร่วมกับมูลนิธิโคคา-โคลา ประเทศไทยเขาให้น้ำดื่มเวลาเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ปีที่ผ่านมาเขาก็ให้ ห้าแสนขวด แล้วเวลาเกิดอะไร เขาก็มีทีมของเขาที่ฝึกแล้วมาช่วยเราทำงานบรรเทาทุกข์ ทั้งแจกของ ปฐมพยาบาล ก็คล่องตัว นอกจากเงิน สิ่งของ แรงงานดังกล่าวแล้วประชาชนก็สามารถแจ้งข่าวเวลามีภัยด้วยเช่นกันทั้งในส่วน กลาง และภูมิภาคเลย แล้วเราก็จะมีการเช็คข่าว มีการประสานงานต่าง ๆ ให้เกิดการช่วยเหลือต่อไป ส่วนเรื่องการบริจาคเลือด ร่างกาย ดวงตา อวัยวะต่าง ๆ ของกาชาด ทุกท่าก็สามารถ ติดต่อเข้ามาได้ทุกหน่วยงานของสภากาชาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ภริยาผู้ว่าฯทำหน้าที่เหล่ากาชาดจังหวัด สถานีกาชาดของเราก็ช่วยด้านนี้ด้วยเช่นกัน ตัวผมเองก็ให้หมดแล้วนะ ร่างกาย ตา อวัยวะ เขาจะใช้ทำอะไรก็แล้วแต่ เราให้ตามที่ควรจะให้ เลือดก็ให้ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ คือตรงนี้ให้ไป 10 ครั้งนั่นเอง ตั้งแต่ปี 2519 ที่กลับมา จากนอก แล้วก็หายไป มาให้อีกทีก็ 60 แล้ว เขาไม่เอาแล้ว เขาบอกว่าเซลล์แก่ไป เขาไม่ให้บริจาค กลัวเราจะเป็นอะไรไป”สำหรับความ ประทับใจในการงานตรงนี้ พลโท นายแพทย์อำนาจกล่าวว่า “ผมมองที่สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และพระราชวงศ์ทุกพระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชน เราเป็นเพียงแค่ส่วนน้อยนิดที่เราคิดว่า

เราทำงานหนัก เพื่อประชาขน เราแค่ส่วนน้อยนิดที่เราคิดว่าทำงานหนัก ให้เรามองที่พระองค์ท่านที่ทรงงานหนักแล้วเราจะรู้สึกว่า งานของเราช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน ดังนั้น เวลามีใครถามผมทำโน่นทำนี่ ไปโน่นไปนี่เหนื่อยไหม ?ผมตอบ ‘เฉย ๆ’งานแค่นี้ ผมมันเหนื่อยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ผมอยู่อเมริกา 10 ปี ผมก็ทำอย่างนี้ อยู่ที่นี่ทำงานในในฐานะพสกนิกรของพระองค์ ผมภูมิใจนะ เราทำมาตั้งแต่ 2547 จึงรู้สึกว่า ได้ช่วยสังคม ได้ทำตัวเราให้เป็นในอีกทิศทางหนึ่ง ผมไม่สามารถแยกแยะได้ ครับว่าเหตุการณ์ใดประทับใจที่สุดแต่เรามีความภาตคภูมิใจที่เราเป็นผู้ให้ใน สถานการณ์ที่ยากลำบาก หรือได้ช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เขา เราก็พอใจ มีความสุข ดีใจที่เห็นร่วมมือร่วมใจ อีกอย่างผมถือว่าเราเป็นคนทำงาน และทำงานสนองพระมหากรุณาธิคุณ องค์อุปนายิกาสภากาชาดไทย เราก็ตั้งจะทำดีที่สุด ต้องดูว่าอะไรเหมาะสมหรือเปล่า บางคนเขามาบอกว่า ‘เฮ้ย…อะไรก็ได้’ ไม่ใช่….เขาก็คือคน เขาก็อยากกิน อยากอยู่ เหมือนเรานี่แหละ ให้มันมีความสุข พอใจ พึงใจ ของผมนี่รับบริจาคมาสารพัดอย่าง ตรงนี้ก็อยากฝากนะว่าของบริจาคก็ช่วยดูนิดหนึ่งยังใช้ได้ไหม กินได้ไหม ของใหม่ก็ยิ่งดี ของเก่าก็ขอให้พอสมควร ซ่อมแซมมาก่อนได้ไหม อย่างไรก็ตาม ผมก็พยายามบอกเพื่อนร่วมงานน่ะว่า เราก็รับมาทุกชนิด ไม่เป็นไรรับมาเถอะ อย่าให้เขาเสียน้ำใจ เราก็มาบริหารจัดการเอง อย่าไปว่าเขาทั้งสิ้น แล้วในระหว่างนี้เราค่อยให้ความรู้ ความเข้าใจกับประชาชน ควรบริจาคของอย่างไรๆ ผมว่าอย่างน้อยเขาคิดถึงกาชาด ก็ขอบคุณแล้ว อย่าไปต่อว่าต่อขานอะไรกัน”ทักทาย ยิ้มให้ ไหว้สวย ช่วยบรรเทาทุกข์

เป็นสิ่งที่คุณหมอพยายามให้เกิดขึ้นในการทงานของหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบ โดยอยากให้ทุกคนทำงานด้วยใจ ในบรรยากาศของการบรรเทาทุกข์ ความสุข ความพึงพอใจ ภูมิใจในการทำงานเช่นนี้ ดูเหมือนว่าคุณหมอจะได้รับการถ่ายทอดทางสายเลือดจากมารดา ที่คุณหมอบอกเล่าว่า มารดานั้นเป็นคนโอบอ้อมอารี มีน้ำใจอย่างยิ่ง ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชนชาวบ้าน ทั้งที่ไปมาหาสู่ และชาวบ้านทั่วไปที่เดือดเนื้อร้อนใจอยู่เสมอ จอกจากนี้ยังทำบุญทำกุศลในพระพุทธศาสนาอยู่เสมอ ๆ เช่นเดียวกับบิดา ซึ่งคุณหมอและน้อง ๆ ก็ได้ให้การดูแลบิดา มารดา เป็นอย่างดียิ่งจนท่านทั้งสองละโลกไปในวัยที่เรียกว่าอายุยืน

ในส่วนของครอบ ครัวเล็ก ๆ ของคุณหมอที่ปัจจุบันมีหลานเล็ก ๆ เป็นขวัญใจของบ้านแล้วนั้น คุณหมอเล่าให้ฟังว่า “อย่างลูกเราก็สอนเขา เป็นตัวอย่างแก่เขา บางทีเล็ก ๆ เขาก็อาจไม่รู้ก็ได้ พอเขาโตมา เขาก็จะรู้ว่าพ่อแม่ทำอะไร มันได้ประโยชน์ การที่พ่อแม่จะบ่นจะว่าอะไรบ้าง ก็เท่ากับเราทำหน้าที่พ่อแม่ ส่วนภริยา เราก็ดูว่าเราทำอะไรให้เขาได้บ้าง ดูแล สำหรับครอบครัวผม เราแชร์กัน ร่วมกันทุกเรื่อง ตามที่เราทำได้ ตามกำลัง สติปัญญา ของเรา มากบ้าง น้อยบ้าง แต่เราก็ใช้วิจารณญาณว่า น่าจะอย่างไรจึงจะเหมาะสมนะครับ ภริยาผมเขาก็ดูแลผม ห่วงใย แค่นี้ก็พอแล้วครับ เราพบรักกันที่อเมริกา แต่งงานกันที่โน่นเลย ที่จริงห่างกัน 4 รุ่น เขาอายุน้อยกว่าสองปี จบแพทย์สิริราช และเป็นนักเรียนเตรียมอุดมฯด้วย ผมรุ่น 20 เขารุ่น 23 แต่ไม่รู้จัก กันมาก่อน เป็นบุเพสันนิวาสที่ไปเจอกันที่อเมริกา พอลูกอายุ 3 ขวบ เราก็กลับมาเมืองไทยด้วยกันลูกสาวผม ช่อลดา จบปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วจบปริญญาโทด้าน Human Resource Management จากUniversity of Alabama เขาแต่งงานแล้ว กับคุณวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ มีหลานเล็ก ๆ ให้เราเชยชมชื่อ โอม

ยามว่างคุณหมอ จะอ่านหนังสือทุกชนิด เขียนหนังสือ ซึ่งผลงานทางวิชาการมากมาย รวมทั้งบทความเบ็ดเตล็ด บทกลอนต่าง ๆ หลากหลาย ฟังเพลง ดูแลต้นไม้ ทำสวน เล่นดนตรี คือซอด้วง ไวโอลิน และเปียโน

โดยภริยาก็ชอบ ทางนี้เช่นกัน ทั้งสองเข้าเรียนดนตรีในวัยสูงอายุพร้อมกันด้วย เสียงเปียโนและบทเพลงแต่งเองที่คุณหมอบรรจงเล่นกับหลานรักนั้นดังก้องบ้าน เสมอ ตอนหลานเกิดใหม่ๆ คุณตาใจดีคนนี้ก็ใช้ความรักชอบในงานโคลง กลอน แต่งเพลงสนุก ๆ ให้หลานว่า “เคล้ง เคล้ง เคล้ง หลับตานอน เคล้ง เคล้ง เคล้ง” เป็นการแต่งให้หลานเล่น ให้หลานเพลิดเพลินเห็นนกเห็นกาบินผ่านมาก็ยังสามารถมาประสมประสานคำต่าง ๆ เป็นเรื่องราว หลานเล่นกับหมอนเล่นกับตุ๊กตา คุณตาคนนี้ก็สามารถใช้ความสามารถทางภาจับแต่งเป็นเพลงกล่อมหรือเล่นกับหลาน ได้เสมอ การที่คุณหมอเป็นคนอารมณ์ดี มีสุขภาพดี ทั้งกาย-ใจเช่นนี้ น่าจะมาจากปัจจัยใด ลองศึกษาชีวิตท่านดูสักหน่อย

“ผมกินอยู่ ง่าย ๆ ใช้ชีวิตง่าย ๆ นะ กินแบบชาวบ้าน ไม่กินแบบคนรวย ข้าว-น้ำพริกผม กินได้ อาหารไทยพื้นบ้านเป็นอาหารผมแม่ผมนี่ทำอาหารอร่อย แม่ทำน้ำพริกเผาใส่กระปุกส่งมาให้ลุกเวลามาเรียนกรุงเทพฯ นอกจากการกินง่าย อยู่ง่ายแล้วเราก็ต้องรู้ทันชีวิตด้วย จึงจะมีความสุข ซึ่งในที่นี้หมายถึงว่า ให้เข้าใจว่าชีวิตมันเป็นเช่นนี้เอง ท่านพุทธทาสบอกว่า ตถตาเป็นเช่นนั้นเอง เท่ากับเรารู้เท่าทันชีวิต จะได้รู้ว่าใครเป็นอะไร เพราะอะไร ใครเป็นอะไรก็ล้วนมีเหตุปัจจัย จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เครียดนะครับ ผมถือหลักว่า เราพอจะทำอะไรให้ใครได้ก็ทำ อย่าดูดายทำไปเถอะครับ ทำท่าที่เราทำได้ ทำเท่าที่จิตเรารู้ว่าให้คนอื่น กำกับตนเอง ให้ติดดินไว้ ให้เป็นคนธรรมดาๆ และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้”

คนธรรมดาคนนี้ เป็นหนึ่งในคนเกษียณที่ยังทำงาน และทำด้วยความสนุก ความพอใจเสมอมา ไม่ว่าจะด้วยหลักการดำรงชีวิตอย่างไรไม่ว่าจะด้วยแรงบันดาลใจจากสิ่งใด หรือบุคคลใดก็ถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใครหลายคนอยากก้าวตามและเป็นกำลัง ใจ พลโท นายแพทย์อำนาจ ได้เคยกล่าวกับคนร่วมรุ่น ร่วมวัยเสมอๆ ว่า

“เราจะมีชีวิต ให้มีความสุขและมีคุณค่าก็คงขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคน คือถ้าท่านทำให้ตัวเองได้มีความสุข นั่นเป็นสิงที่ดีที่สุดสำหรับท่านแล้ว คือจะปฏิบัติธรรมก็ดี ตัวเองได้สั่งสมมาก็ทำให้ตัวเองมีความสุขแล้วก็ผู้ที่อยู่รอบข้าง เป็นลูกเต้า ลูกหลาน ภริยา พ่อแม่ก็แล้วแต่ที่ยังอยู่ทำให้มีความสุข หรือว่าขยายออกไปนิดหนึ่งก็เพื่อนบ้าน เพื่อนฝูง ที่อยู่ในแวดวง ท่านก็จะมีเหลือเฟือที่จะเกื้อต่อสังคม ก็ท่านมีอะไรจะให้แก่สังคมบ้าง? คือเรามีอะไร ที่จะเอื้อ เช่น กำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังสติปัญญา อะไรก็แล้วแต่ที่เรามีในศักยภาพ ของเราต้องวิเคราะห์ ถ้าเรามีเหลือใช้ องค์กรไหนต้องการเงินทอง เสื้อผ้า สิ่งของ อะไรก็แล้วแต่เราก็ให้ตามที่เราเชื่อ ตามที่เราศรัทธาว่าองค์กรนั้น ๆ

จะนำๆปสู่เป้า หมายของเราได้ กำลังกาย กำลังสมอง ก็เหมือนกัน เราจะไปร่วมสร้างประโยชน์ตรงไหนได้บ้างก็ทำเลย รวมทั้งสิ่งรอบตัว ถ้าเราในฐานะที่ผ่านโลกมามาก มีความคิดความอ่าน มีประสบการณ์ ดูดาย เห็นอะไรไม่ชอบมาพากล แล้วเฉยซะ สังคมเราจะเป็นอย่างไร เราต้องอย่าอยู่เฉยต่อข้อบกพร่อง ปัญหา เราบอกได้ แจ้งได้ ก็เท่ากับการทำงานเพื่อสังคมแล้ว เราสร้างสรรค์อะไรก็ได้ ใช้ประสบการณ์อะไรได้ก็ทำเถอะครับ คนเกษียณนี่เป็นหูเป็นคาให้สังคมได้ดีเพราะมักมีประสบการณ์ ภูมิความรู้ระดับหนึ่งแล้ว คิดได้ ใคร่ครวญให้เหมาะสม เขาเรียกว่าตกผลึกทางความคิดได้มากมายพอสมควรแล้ว จึงไม่ควรดูดายต่อสิ่งรอบตัวด้วยนะครับ ตามความรูสึกของผม”

กับการทำ หน้าที่วันนี้ในองค์กรการกุศลอย่างสภากาชาดไทย ที่ท่านถือว่าทำสนองพระมหากรุณาที่คุณ กับการทำงานที่ผ่านมาในอดีตที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเล้า และงานสาธารณกุลต่าง ฟ ทุช่วงวัยเวลาและชีวิตของอาจารย์แพทย์ท่านรีจึงไม่คยสูญเปล่ากับการทำคุณค่า ให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและสังคม

จากหนังสือสกุลไทยรายสัปดาห์ ฉบับที่ 2846 (หน้า40-43)

จาก บทสัมภาษณ์นี้จะเห็นการทำงานนั้นต้องมีใจรักกับงานนั้น ทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่หวังผลตอบแทน ทำงานอย่างมีความสุข ที่ได้ช่วยเหลือสังคม ทำงานในเชิงรุก มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ การดำเนินชีวิตด้านการศึกษา ด้านครอบครัว และด้านการทำงาน สามารถเป็นแบบอย่างได้ และได้ดำเนินชีวิตด้วยวัยและวันที่มีคุณค่าอย่างดีที่สุดครับ

นายมงคล บาลี

รหัส 53254905

Advertisements

เกี่ยวกับ barlee09

6 jan 1953
ข้อความนี้ถูกเขียนใน สาระน่ารู้ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s