Entry Journal (ธรรม ธรรม ธรรม)


นายมงคล บาลี   รหัส 53254905
การฝึกการเขียน ประจำสัปดาห์
(Entry Journal)
รหัส วิชา
472 516 กลยุทธการพัฒนา หลักสูตรและการนำไปใช้

เรียน อาจารย์ ดร.ประเสริฐ มงคล ที่เคารพ

ธรรม ธรรม ธรรม สิ่งต่อไปนี้ผมได้อ่านจากหนังสืองานที่ระลึก เนื่องในงานศพของ พ.ต.ต ร.ศ.นาย แพทย์โกสุม สุขถาวร ซึ่งคุณพ่อของคุณกรรณีรัตน์ สุขถาวรซึ่งเป็นเพื่อนในสมัยเรียนปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งงานเขียนประทับใจผมมากเพราะ สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของผมและเป็นแนวทางในการทำงานของผมตลอดการรับ ราชการมาจนถึงปัจจุบันนี้ ดังต่อไปนี้

เป็น…… อะไรไม่ สำคัญหมั่นฝึกฝน

อยู่……… เป็นคนพากเพียร ใฝ่เรียนหา

ด้วย……. สติพินิจ พิจารณา

ปัญญา…..พาสุขสำเร็จ เผด็จงาน

ชีวิตที่หมดภาระ เป็นชีวิตแท้ ที่ไม่ใช่จะสอนให้ไม่ทำงาน

แต่ งานของชีวิตทุกชีวิตทกวันนี้ก็เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว

ไม่ ยึดถืออะไรๆ ไม่ต้องการอะไร ทำงานเพื่องาน

ท่าน อาจารย์พุทธทาสก็บอกว่าเป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัวแล้ว

โกสุม สุขถาวร

เป็น อย่างไร ไม่ให้ทุกข์ เป็นสุขยิ่ง

อยู่ ที่จริง ต่อตัวเอง น่าเกรงขาม

ด้วย ดวงจิต ผ่องใส หัวใจงาม

จิตต์ ว่าง ตามพุทธะ น่านิยม

โกสุม สุขถาวร

To live without suffering, be happy.

Be true to yourself, respectfully.

With virtuous, glorious & beautiful heart,

“Voided Mind” as Buddha’s doctrine is primely smart.

Translated by Kannieratn Sukthaworn

………………….

ความ ตายไม่มี

โอวาทของพุทธทาสภิกขุ

ความตาย ป็นภัยใหญ่หลวงที่คุกคามคนธรรมดาสามัญทุกคน,ความตายทั้งทางกายและทางวิญญาณ เป็นจุดรวมของความกลัวทุกชนิด กลัวเสือ กลัวงู กลัวผี กลัวโรค กลัวเจ็บ กลัวถูกออกจากงาน กลัวถูกตัดเงินเดือน กลัวเสียชื่อเสียง กลัวความลำบากยากจน ตลอดถึงความกลัวอย่างอื่น ย่อมรวมอยู่ที่กลัวตายตามธรรมดา หรือตายอย่างไม่มีเกียรติเป็นที่อเนจอนาถ ซึ่งเป็นการตายในแง่ทางศีลธรรมหรือทางวิญญาณ ถ้าเกิดไม่กลัวตายเสียอย่างเดียวเท่านั้น คนเราก็แทบจะไม้กลัวอะไร เอาเสียทีเดียวและจะเป็นอยู่ด้วยจิตใจที่สงบเย็นแสนที่จะเย็น เพราะฉะนั้น การชำระสะสางปัญหายุ่งยากอันเกี่ยวกับความตายกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย ไปเสียก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ถ้าใครทำได้ถึงที่สุด ก็จะทำให้ชีวิตนี้ มีแต่กำไร ไม่มีทางขาดทุนเลย

ผู้ที่รู้สึก ว่า “ความตายไม่มี”นั้น นับว่าเป็นคนมีบุญอย่างสูงสุด เราจะทำ อย่างไรกันเล่า ความตายไม่มีหรือมีค่าเท่ากับไม่มีสำหรับเรา ?

ความรู้สึกว่า “ความตายไม่มี” นั้น อาจมีได้หลายลักษณะด้วยกัน หรือมีทางเกิดมาจากเหตุต่าง ๆ กัน แต่ก็ล้วนทำให้ไม่มีทุกข์ได้ด้วยกันทั้งนั้น ตามมากตามน้อย ตื้นลึกหนาบางกว่ากัน;ทั้งนี้ย่อม แล้วแต่ว่ามูลเหตุที่ทให้เกิดความรู้สึกอันนั้นมีอะไ/รเป็นมูลฐานที่ แท้จริง คือมาจากสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ และแม้จะมีมูลมาจากสัมมาทิฏฐิแล้วก็ตาม ก็ยังมีความตื้นลึก หนาบาง สูงกว่ากันเป็นระดับๆ ไปอยู่น่นเอง

โจรใจฉกาจ หรือสัตว์ที่กำลังเมามันด้วยโทสะหรือราคะก็ตาม ย่อมไม่รูสึกในความตาย ไม่กลัวตาย และตายลงไปได้อย่างไม่มีความทุกข์ ข้อนี้เองเป็นการง่ายที่แม่ทัพหรือขุนพลอาจจะปลุกกำลังใจทหารนุ่มของตน ไม่ให้กลัวตายได้โดยง่ายดายที่สุด ปลุกด้วยราคะหรือโลภะ ในการที่จะปล้นเอสตรีมาเป็นของตน. หรือด้วยความ เห็นแก่ประโยชฯของประเทศชาติ บรรพบุรุษ หรือเกียรติของตนเองก็ตาม; ปลุกด้วยโมหะ โดยให้มัวเมาในทฤษีบางอย่าง เช่น ความตายไม่มี เพราะอาตมันเป็นสิ่งไม่ตาย หรืออาตมันไม่อาจถูกผ่าแล่ง หรือทำให้เปลี่ยนแปลงก็ตามทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทำให้รูสึกไม่กลัวตาย หรืออาจความตายไม่มีด้วยกันทั้งนั้น; หากแต่วาความ รู้สึกเช่นนี้ยังหนาไปด้วยกิเลสหรือมิจฉาทิฏฐิตามมากตามน้อยนั่นเอง

เราควรพิจารณา กันถึง “ความตายไม่มี”ที่ละเอียดประณีตสุขุมขึ้นกว่านี้ เพื่อความตายที่ไม่ตาย ที่เยือกเย็น ไม่เป็นของร้อน กันต่อไป

โดยอาศัยสัมมา ทิฏฐิ แม้ที่ยังไม่เป็นโลกิยะ คือความเชื่อกรรมว่า บุญมี บาปมี ชั่วมี ดีมี นรกมี สวรรค์มี ดังนี้เป็นต้น ก็สามารถทำให้เกิดความแน่ใจ ในการจะเป็นผู้ที่มีความรู้สึกว่า ตนเป็นคนที่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ ไว้ดีแล้ว สำหรับต่อสู้กับความตาย หรือการไปสู้ปรโลก ความตายเป็นเพียง “การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม”สืบไปเท่านั้น ไม่มีอะไรที่น่ากลัวย่อมจะเป็นการดีกว่าที่จะทนทรมานอยู่ในร่างอันคร่ำคร่า หรือเจ็บป่วยทุเรศนี้เป็นไหนๆ ตลอดเวลาที่ผลกรรมหรือบุญบาปที่มีอยู่เราก็ต้องเวียนว่ายไปไม่มีที่สิ้นสุด เรามีโอกาสที่จะทำให้ดีหรือให้สูงยิ่งขึ้นไปโดยอาศัยร่างกายใหม่ที่ดีกว่า เก่าและจิตใจใหม่ที่ดีกว่าเก่า การตายเป็นเพียงการเลื่อนชั้นให้สูงขึ้น ไป ของผู้ที่มีความดีอันได้กระทำไว้แล้วจริง ๆ

เมื่อ บุคคลนั้นมีความรู้สึกอยู่แล้วตึความดีความงาม ความถูกต้องหรือความยุติธรรมเป็นต้นของตน อย่างโชติช่วงอยู่

ภายในใจแล้ว;เขาก็ลืมร่าง กาย ลืมความตายเสียโดยสิ้นเชิงยังคงเด่นอยู่ในใจแต่ธรรมที่ตนยึดถือเอาเป็น ตัวตนแล้วเกิดความรูสึกว่า ตนม่มีความตายเอาเสียจริง ๆ ร่างกายกลายเป็นสิ่งเล็กน้อยเกินไปหรือถึงกับเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่มีอยู่ แต่จิตใจที่ประกอบด้วยธรรมอันไม่รุ้จักตาย จึงไม่มีความกลัวตาย หรือมีปัญหาใด ๆ อันเกี่ยวกับความตายทั้งหมดทั้งสิ้น;โรคภัยไข้เจ็บ ก็เกิดกลายเป็นของไม่มีความหมายไปตาม; ในที่สุดบุตร ภรรยา ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่ต้องห่วงใยหรือหรือไม่มีน้ำหนักกดทับจิตใจ แม้ในขณะที่จะต้องแตกดับจากกัน,เพราะความตาย “ไม่มี”สำหรับเขาเหล่านั้นด้วย ความรู้สึกเช่นนั้นอาจเกิดมีได้ ทั้งในกรณีที่เกี่ยวกับลัทธิศาสนา และไม่เกี่ยวกับลัทธิศาสนา และเมื่อเกิดผลดี และมีคนนิยมทำตามมากขึ้น ก็ย่อมกลายเป็นลัทธิศาสนา หรือลัทธิใดลัทธิหนึ่งขึ้นมาเอง

เนื่องจากจิต เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน มันจึงเปลี่ยนไปตามสิงแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่กล่าวแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความคิด ความรู้และความเชื่อที่ได้รับเพิ่มมากขึ้นทุกวันจนกว่าจะแตกดับ สิ่งแวดล้อมเหล่านี้เองที่นำจิตไปสู่ความเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิ ในระดับต่าง ๆ กัน สัมมาทิฏฐิ แต่ละระดับ ก็เป็นอุบายทำจิตให้ประสบ

ความราบรื่นได้โดยควรยกระดับของตน ๆ ในเมื่อมิจฉาทิฏฐิทำให้เกิดได้แต่ความบ้าหลังระส่ำระสายหรือบ้าบิ่นเป็น อย่างสูง เมื่อจิตได้รับอุบายที่ดี ในทางความเชื่อ หรือทางสติปัญญาก้ตาม ก็สามารถทำให้เอาชนะการคุกคามของความตายไปได้ โดยไม่ต้องสงสัยเลย

อุบาย เป็นเครื่องเรืองปัญญา ที่สามารถทำจิตให้อยู่เหนือความตาย โดยเด็ดขาดจริง ๆนั้น ต้องเป็นเรื่องสัจธรรม หรือปรมัตถธรรมโดยตรง และถึงที่สุดด้วย ฉะนั้นจึงตกเป็นหน้าที่ของสัมมาทิฏฐิ ชั้นที่เป็นโลกุตตร หรือ

โลกุ ตตรปัญญา ที่สามารถมองเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ สุญญตาอยู่โดยประจักษ์การเห็นความ อนัตตาของนามรูป ได้ทำให้เห็นความไม่มีตัวตนของจิตเอง มีแต่นามธรรม ซึ่งสักว่าเป็นธรรมชาติธรรมดาตั้งอยู่คู่กับรูปธรรม ซึ่งก็ไม่มีตัวตนของจิตเองมีแต่นามธรรมซึ่งสักว่าเป็นธรรมชาติธรรมดาตั้ง อยู่คู่กับรูปธรรมซึ่งก็ไม่มีตัวตนอันแท้จริงยิ่งขึนไปกว่านั้นอีก

ความเกิดดับ เป็นเพียงกระแสของการไหลเวียนเรื่อยไปจนกว่าจะหมดเหตุผลหมดปัจจัย เราเข้าใจว่ามีคนเราที่เกิดที่ตายก็เพราะความเข้าใจผิดในข้อนี้. แม้ที่สุดแต่ความเกิดดับของจิต ซึ่งโดยปรมัตถ์ จัดเป็นการเกิดตายที่ถูกต้องนั้น ก็ยังมิใช่การเกิดการตายอยู่นั่นเอง เป็นเพียงการไหลเวียนของสิ่งที่เป็นเพียงธรรมชาติ เพราะอำนาจของเหตุปัจจัย

ความหมดเหตุ หมดปัจจัยแห่งการไหลเวียนที่แท้จริง มีมูลมาจากการเห็นสุญญตา คือความ ที่นามรูป หรือสิ่งทั้งปวง เป็นของว่างจากตัวตนไปโดยสิ้นเชิง ข้อนี้ทำให้เห็นความไม่มีการเกิด ไม่มีใครเกิด มาเสียตั้งแต่แรกแล้ว จะไม่มีใครตายได้อย่างไร เพราะฉะนั้นความตายยังไม่มี เพราะว่าการเกิด หรือการตั้งอยู่อย่างไร ก็มิได้มี การเห็นอย่างนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดตายตามความหมายธรรมดา หมดความหมายไปอย่างเดียว แต่ได้ทำให้เกิดดับของจิตที่กำลังเกิดอยู่ พลอยหมดความหายไปด้วย จิตจะเกิดดับอยู่อย่างไร ก็ไม่มีความรูสึกว่าเราคิด เรารู้สึก เราดีใจ เราเสียใจ หรือเราทุกข์ เราสุขในที่สุดแล้วความรู้สึกว่าความตายจะมีมาแต่ไหน การเห็นสุญญตา ทำให้ไม่มีตัวตนของใครเลย มีแต่ “สุทธฺธมฺมา ปวตฺตนฺติ – ธรรมชาติล้วน ๆ ไหลไป” จิตไม่มีความรู้สึกว่า เราเกิดขึ้น เรามีอยู่ เราดับไป ฉะนั้นจึงไม่มี “ความตาย” ความตายไม่มี สำหรับจิตมองเห็นสุญญตาอย่างถูกต้อง

ทำไมจึงต้องใช้ คำว่า “อย่างถูกต้อง”ทั้งนี้เพราะเหตุ ว่า สุญญตาที่ไม่ถูกต้อง คือเป็น มิจฉาทิฏฐิอยู่บางอย่าง หรือไม่ตรงตามหลักของพระพุทธศาสนา ก็ยังมีอยู่ ลัทธิบางลัทธิถือว่า จิตเป็น “สิ่งอมตะ”คือไมรู้จักตาย ตายแต่ร่างกาย แล้วจิตไปหาร่างกายเอาใหม่ ลัทธิเช่นนี้ไม่ใช่พระพุทธ ศาสนา และขัดต่อหลักที่จะพูดว่ามีแต่การเกิด และการตั้งอยู่แล้วจะให้มันไม่มีดับ หรือตาย; นั้นน่าขบขัน จิตก็เวียนไปในวงของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เรื่อยไป จนกว่าจะหมดเหตุหมดปัจจัยก็แล้วกัน ตลอดเวลานั้นไม่มี “เรา”สักขณะ เดียว เมื่อเห็นความไม่มีเราอย่างนี้แล้ว จิตจะดับหรือกายจะดับไปชั่วขณะหนึ่ง ตามอำนาจของความเปลี่ยนแปลงความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ดี เพราะความตาย เป็นเรื่องของสิ่งที่เราเรียกว่า “เรา” ต่างหาก

สำหรับสิ่งอมตะ นั้น หาใช่จิตใหม่ มันเป็นสิ่งธรรมชาติธรรมดาฝ่ายตรงกันข้ามอีกฝ่ายหนึ่ง และเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ ต่อเมื่อจิตหมด “เรา”แล้วจริง ๆเท่านั้น เพราะมองเห็นสิ่งสิ่งนี้เอง ที่ทำให้ย้อนมองเห็นชัดฝ่ายข้างนี้ว่า จิตไม่ใช่ตัวของจิต หรือของใครจิตเป็นเพียงธรรมชาติที่ไหลเวียน ในเมื่อสิ่งอมตะเป็นธรรมชาติฝ่ายที่ไม่ไหลเวียน

ในพุทธศาสนา จึงไม่มีจิตอมตะ, อย่างจะมีได้ก็ แต่เพียงจิตที่รู้แจ้งในสิ่งที่เป็นอมตะ แล้วตัวจิตเองก็หมดความเป็นตัว เรา เพราะจิตกลายเป็นเพียงธรรมชาติไปเหมือนกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดย เสมอกัน จิตที่ลุถึงความรู้อันสูงสุด เช่นนี้ ย่อมรู้ว่า “ความตายไม่มี”โดยแท้จริงแถมยังรู้จัก “สิ่งไม่รู้จักตาย”จริง ๆ อีกด้วย แล้วความตายจะมีมาแต่ไหน?

บทความนี้ อาจต้องเก็บไว้อ่านเล่นเวลาดึกสงัดจึงจะเป็นผลดีก็เป็นได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องคิดทบทวนกันหลายหน หรือถึงกับทบทวนเรื่อย ๆ ไปไม่มีวันหยุด จนกว่าจะเห็นว่า “ความตายไม่มี”แล้วโดยแท้จริงทั้ง นี้ เพราะว่า ความรู้สึกว่า “ความตายไม่มี” นั้น มีอยู่หลายชั้นหลายละดับ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมันมาจากความบ้าเลือดบ้าบิ่นก็เป็นได้,มาจากมิจฉา ทิฎฐิเรื่องอนัตตาก็ได้,มาจากความเชื่อ ที่ดิ่งถึงที่สุดก็ได้,และมาจากสัมมา ทิฎฐิชั้นโลกียะ หรือโลกุตตระก็ได้ แล้วแต่กรณี และให้ผล ตื้นลึกหนาบางต่างกัน

ความตายไม่ มี ต่อเมื่อความเกิดไม่มี ความเกิดไม่มีเมื่อตัวเราไม่มี ถ้าผิดจากหลักอันนี้ก็เป็นเพียงความตายที่ซ่อนเร้นหลบมุมอยู่ในที่แห่งใด แห่งหนึ่งเท่านั้นเองหาใช่ “ความตายไม่มี” อย่างแท้จริงไม่;ถ้ายังไม่อาจ ดับทุกข์ได้โดยเด็ดขาดเลย “ตัวเรา” คู่กับ “ความเกิด” ก็ต้องคู่กับ “ความตาย” ; หมดตัวเรา จริง ๆ เท่านั้น ความตายจึงจะไม่มีจึงจะไม่มีอย่างแท้จริงเช่นเดียวกัน

มีอยู่แล้ว

ขณะใด จิตไม่ มี “ตัวกู”

นิพพานก็ ปรากฎอยู่ ณ จิต นั้น

พอ “ตัวกู” เกิดได้ ในจิต นั้น

สังสารวัฏฏ์ ก็พลัน ปรากฎแทน ฯ

ความ ทุกข์เกิด

ความ ทุกข์ เกิดที่จิต,

เพราะ เห็นผิด เมื่อผัสสะ.

ความ ทุกข์ จะไม่โผล่,

ถ้า ไม่โง่ เมือผัสสะ.

ความ ทุกข์ เกิดไม่ได้,

ถ้า เข้าใจ เรื่องผัสสะ,

พระพุทธทาส อินฺทปัญฺโญ

ยา ระงับสรรพทุกข์

ต้น “ไม่รู้-ไม่ชี้” นี่เอาเปลือก

ต้น”ชั่งหัว มัน” นั้นเลือก เอาแก่นแข็ง

อย่างนั้นเอง” เอาแต่ราก ฤทธิ์มันแรง

ไม่มีกู-ของกู” แสวง เอาแต่ใบ

ไม่น่าเอา- น่าเป็น เฟ้นเอาออก

ตายก่อนตาย” เลือกออก ลูกใหญ่ ๆ

หก อย่านี้อย่างละชั่ง ตั้งเกณฑ์ไว้

ดับไม่เหลือ” สิ่งสุดท้าย ใช้เมล็ดมัน

หนัก หกชั่ง เท่ากับ ยาทั้งหลาย

เคล้า กันไป เสกคาถา ที่อาถรรพ์

สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย” อัน

เป็น ธรรมชั้น หฤทัยใน พุทธนาม

จัด ลงหม้อ ใส่น้ำ พอท่วมยา

เคี่ยว ไฟกล้า เหลือได้ หนึ่งในสาม

หนึ่ง ช้อนชา สามเวลา พยายาม

กิน เพื่อความ หมดสรรพโรค เป็นโลกอุดร

พระ พุทธทาส อินฺทปัญฺโญ

Advertisements

เกี่ยวกับ barlee09

6 jan 1953
ข้อความนี้ถูกเขียนใน สาระน่ารู้ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s